สมัครสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด อนุมัติเร็วทันใจ

สมัครสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด อนุมัติเร็วทันใจ รู้ผลง่ายทันที สินเชื่อบุคคล เป็นอีกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินฉุกเฉิน เงินสำรอง เพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็จะมีให้บริการในรูปแบบการโอนเงินเป็นก้อนเข้าบัญชีเงินฝากในครั้งเดียวแล้วชำระคืนรายเดือนตามเงื่อนไข และถ้าใครกำลังมองหาสินเชื่อบุคคลที่อนุมัติรวดเร็วทันใจ ก็มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลจากธนาคาร 3 แห่ง ที่จะแนะนำดังต่อไปนี้ แนะนำสินเชื่อบุคคลจากธนาคาร 3 แห่งที่อนุมัติรวดเร็ว หากมีความสนใจสินเชื่อบุคคลที่รู้ผลเร็วและอนุมัติรวดเร็วทันใจ ก็มีผลิตภัณฑ์จาก 3 ธนาคาร ที่มีความโดดเด่นในเรื่องนี้ ได้แก่ สินเชื่อบุคคลซีไอเอ็มบี โดยทั่วไปแล้ว เมื่อสมัครขอสินเชื่อด้วยการส่งข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาภายใน 1 วัน เพื่อแจ้งรายละเอียด เงื่อนไข และเอกสารที่ต้องการ เมื่อส่งเอกสารให้ธนาคารครบถ้วย ก็จะได้รับผลการอนุมัติอย่างรวดเร็วภายใน 5-7 วัน หรือช้าสุด ไม่เกิน 14 วัน ถ้าผลการอนุมัติไม่ผ่านก็จะแจ้งเหตุผลด้วย ซึ่งในส่วนของสินเชื่อบุคคลซีไอเอ็มบีจะมีจุดเด่นอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินเชื่อคือผู้ที่ต้องการนำเงินก้อนไปปิดยอดหนี้ เคลียร์หนี้สินจากที่อื่นนั่นเอง โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 9% กับเงื่อนไขการผ่อนชำระภายใน 12 เดือน สินเชื่อบุคคลซิตี้แบงก์ สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เมื่อส่งข้อมูลแล้วทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับมาภายใน 1 วัน หลังจากนั้นเมื่อเอกสารครบถ้วนตามเงื่อนไข ก็จะได้รับผลอนุมัติเร็วที่สุดก็คือภายใน 1วัน โดยมีเซอร์วิส การันตี หากเกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนด ซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 200 บาท ในส่วนของวงเงินสินเชื่อมีโอกาสได้รับสูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้ต่อเดือนและยิ่งได้วงเงินสูงเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำลงเท่านั้น เป็นสินเชื่อแบบอเนกประสงค์ที่เหมาะกับการนำไปใช้ตามความต้องการแบบส่วนตัวของผู้สมัคร สินเชื่อบุคคลธนาคารยูโอบี ก็เป็นอีกหนึ่งธนาคารที่สามารถรู้ผลการอนุมัติหลังจากสมัครและส่งเอกสารครบถ้วน อย่างรวดเร็ว ภายใน 1 วันเท่านั้น นอกจากรู้ผลเร็ว อนุมัติเร็ว วงเงินสินเชื่อก็สูงมากด้วย โดยมีโอกาสได้รับการอนุมัติมากที่สุดถึง หนึ่งล้านบาท…

ลด วงเงินบัตรเครดิต คนรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่น

วันนี้มาอัพเดทจากที่เคยบอกไป เกี่ยวกับประเด็นที่ทางแบงค์ชาติกำลังควบคุมหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยออกมาตราการควบคุมวงเงินบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ตอนนี้ได้ข้อสรุปเกณฑ์เบื้องต้น คือ 1. วงเงินบัตรเครดิต รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ รายได้ 30,000 – 50,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ ส่วนเรื่องจำนวนบัตรไม่ได้จำกัด มาตราการนี้มีผลเฉพาะลูกค้าใหม่ ไม่มีผลกระทบกับลูกค้าเก่า 2. ลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจาก 20% เหลือ 18% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ มาตราการนี้จะมีผลทั้งกับลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ แต่ลูกค้าเก่าที่กำลังผ่อนชำระอยู่ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยไปตามเดิมจนกว่าหนี้ก้อนนั้นหมด 3. วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคล จะใช้กับเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเท่านั้น เช่น บัตรกดเงินสด รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ สมัครได้ไม่เกิน 3 ที่ รายได้สูงกว่า 30,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ มาตราการนี้มีผลเฉพาะลูกค้าใหม่ ไม่มีผลกระทบกับลูกค้าเก่า ซึ่งมาตราการเหล่านี้ ผู้ว่าแบงค์ชาติได้เซ็นลงนามในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รอแค่ประกาศออกมา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย. 2560 เพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัวได้ทัน พี่ทุยคิดว่าก็ดีนะ คนจะได้เป็นหนี้กันยากขึ้น แต่พี่ทุยก็กังวลจะกลายเป็นกระตุ้นให้คนไปเป็นหนี้นอกระบบกันมากขึ้นอยากที่เคยบอกแหละ เพราะตอนนี้ความรู้เรื่องการเงินของคนไทย ส่วนตัวพี่ทุยว่าอยู่ในระดับวิกฤตเลยละ เพราะนโยบายพวกนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งนั้น สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องการเงินที่ดี การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพวกนี้ไม่ได้มีผลกระทบเลย…

วิธีแบ่งเงินออมอย่างถูกวิธี

ถ้าเรามองตามหลักในเรื่องการวางแผนการเงินแล้ว พี่ทุยว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ “การบริหารกระแสเงินสด” เพื่อดู “เงินออม” ของเรา ซึ่งประโยชน์ของการบริหารกระแสเงินสดหลักๆก็คือ จะทำให้เรารู้ว่าตอนนี้เรามี “รายจ่าย” อะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตัดหรือลดรายจ่ายลง เพราะว่าถ้าเราไม่มี “เงินออม” เราก็ไม่สามารถลงทุนอะไรได้เลย จริงๆแล้วการบริหารกระแสเงินสดยังเหมาะกับคนที่มีปัญหา “หนี้สิน” ด้วยนะ เพราะปัญหาของคนที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ใช้จ่ายเกินตัว” หรือว่าเราใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัวเองและไม่เคยสนใจ ทำให้ “รายจ่าย” มากกว่า “รายรับ” ทำให้เราก็จะเป็น “หนี้” ในที่สุด เมื่อทุกคนมี “เงินออม” เรียบร้อยแล้ว พี่ทุยมีเทคนิคการจัดสรรเงินมาฝากกัน เทคนิคนี้มีชื่อว่า “การแบ่งเงิน 3 ส่วน” พี่ทุยว่าเจ๋งมากๆเลยนะ ให้เราจัดสรรแบ่งเงินออมของเราออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1. เงินออมระยะสั้น สำหรับระยะเวลาที่สั้นกว่า 2 ปี เงินก้อนนี้เราจัดสรรไว้สำหรับเป้าหมายระยะสั้นๆ เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะลงทุนแบบเน้น “สภาพคล่อง” เป็นหลัก 2. เงินออมระยะกลาง สำหรับระยะเวลาตั้งแต่ 2 ปี ไปจนถึง 10 ปี เป้าหมายระยะกลางโดยทั่วไปก็มี ซื้อรถ ซื้อบ้าน ดาวน์คอนโด 3. เงินออมระยะยาว สำหรับระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป สำหรับเป้าหมายระยะยาว แน่นอนว่าเรื่องหลักก็จะมี เกษียณอายุ ค่าเรียนของลูก เป็นต้น ซึ่งการลงทุนระยะยาวเราสามารถคาดหวัง “ผลตอบแทน” ที่สูงขึ้นได้ เพราะตามหลักการลงทุนแล้วยิ่งลงทุนได้ยาวยิ่งมีโอกาสขาดทุนน้อยลง หลังจากที่เราแบ่งเงินแล้ว…

มีผลวันนี้มาตรการคุมบัตรเครดิต

มีผลแล้วตั้งแต่วันนี้ เกณฑ์สมัครสินเชื่อบัตรเครดิต-ส่วนบุคคล พร้อมลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต จาก 20 เหลือ 18 เปอร์เซ็นต์ ควบคุมหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดการปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ที่จะมีผลบังคับใช้กับผู้ขอมีบัตรเครดิต หรือผู้ขอสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหม่ พร้อมทั้งประกาศปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตมีผลบังคับใช้กับผู้มีบัตรเครดิตทั้งรายเดิม และรายใหม่ ทั้งหมดจะมีผลตั้งแต่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป สำหรับมาตรการสินเชื่อบัตรเครดิต ได้กำหนดวงเงินแก่ผู้ขอมีบัตรให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ตามรายได้ต่อเดือนดังนี้ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้, รายได้ตั้งแต่ 30,000-50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่า,รายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป วงเงินไม่เกิน 5 เท่า นอกจากนี้ได้ปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงเหลือ 18% จาก 20% ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันที่ต้นทุนทางการเงินต่ำลง ด้านมาตรการสินเชื่อส่วนบุคคลได้ปรับวงเงินสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และได้รับวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลจากผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไม่เกิน 3 ราย สำหรับผู้มีรายได้ต่อเดือนเกิน 30,000 บาทขึ้นไป กำหนดวงเงินไม่เกิน 5 เท่า แต่ไม่จำกัดจำนวนผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคแต่ละราย โดยยังคงเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจะเรียกเก็บได้ เพื่อให้สามารถให้บริการสินเชื่อแก่ผู้บริโภคต่าง ๆ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้…

สรุปผล ค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2561 บังคับใช้ เมษานี้

ประเทศไทยมีการปรับขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” ครั้งใหญ่เมื่อปี 2556 ซึ่งทำให้มีค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศ และมีการปรับใหม่อีกครั้งในปี 2560 เป็น 305-310 บาท ตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีวิตในแต่ละจังหวัด มีแค่ 8 จังหวัดที่คงไว้ 300 บาทตามเดิม ส่วนในปี 2561 นี้ ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า ค่าแรงขั้นต่ำจะมีทั้งหมด 7 อัตรา แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด พิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้ ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดที่ 330 บาท/วัน ในจังหวัด ได้แก่ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง 325 บาท/วันในจังหวัดกรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา 320 บาท/วัน 14 จังหวัด ได้แก่อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา 318 บาท /วัน มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์…

อัพเดทการเปลี่ยนแปลงรายการ ค่าลดหย่อนภาษี บุคคลธรรมดาของปี 2561

ขอมาอัพเดทการเปลี่ยนแปลง “ค่าลดหย่อนภาษี” สำหรับบุคคลธรรมดาของปี 2561 นี้ซักหน่อย เพราะครม. เพิ่งอนุมัติรายการลดหย่อนบางรายการใหม่มาเมื่อกลางเดือนนี้เอง สำหรับบุคคลธรรมดา รายการลดหย่อนภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงมี 3 รายการ คือ 1.ค่าลดหย่อนบุตร จากเดิมคนมีลูกสามารถลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนคน ถ้าลูกเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉบับใหม่เปลี่ยนเป็นให้สามารถลดหย่อนบุตรเพิ่มได้อีก 30,000 บาทต่อคน สำหรับลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเกิดในปี 2561 เป็นต้นไป ซึ่งให้บังคับใช้กับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2561 เป็นต้นไป สำหรับคำว่า “บุตรชอบด้วยกฎหมาย” ถ้าบางคน เป็นสามีภรรยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ถึงจะเป็นลูกแท้ๆก็ไม่สามารถเอามาลดหย่อนบุตรได้นะ ลูกที่สามารถลดหย่อนบุตรได้จะต้องเกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสกัน หรือมีการจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเท่านั้น 2.ค่าลดหย่อนฝากครรภ์หรือคลอดบุตร รายการนี้เป็นรายการใหม่ที่เพิ่มเข้ามีในปีภาษี 2561 นี้ ซึ่งให้สามารถนำค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท สำหรับค่าฝากครรภ์และค่าตลอดบุตรที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป แต่สิทธิการหักลดหย่อนนี้จะให้เฉพาะคนที่ไม่ได้มีก ารเบิกค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์หรือคลอดบุตรจากแหล่งอื่น ๆ เช่น สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ เท่านั้นนะ 3.ค่าลดหย่อนเงินบริจาคโรงพยาบาลรัฐ จากเดิมเงินบริจาคโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ จะสามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินบริจาคแล้ว หรือที่เราเรียกกันว่าลดหย่อนได้ 1 เท่า เปลี่ยนเป็นบุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคโรงพยาบาลได้เป็น 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา(หรือเงินบริจาคอื่นที่ลดหย่อนได้เป็น 2 เท่าของเงินบริจาค) ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว และมีผลสำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ 1…

รู้ได้ยังไง ว่าเราต้องใช้ เงินเพื่อเกษียณ เท่าไร

“เงินเพื่อเกษียณ” เป็นเงินก้อนนึงที่ทุกคนจำเป็นต้องมี เพราะเราไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต จะต้องมีวันที่เราหยุดทำงาน แต่รายจ่ายไม่ได้หยุดตามวันที่เราเกษียณหรือหยุดทำงานด้วย “เงินเพื่อเกษียณ” เป็นเรื่องที่พี่ทุยว่ามันสำคัญยิ่งกว่าสำคัญ แต่หลายๆคนชอบมองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น พี่ทุยบอกเลยไว้ตรงนี้เลยนะว่า “คนที่ไม่วางแผนเกษียณ ไม่เคยได้เกษียณ” เลยล่ะ อาจจะเป็นคำพูดที่ดูแรงไปหน่อย แต่เป็นเรื่องจริงนะ เพราะเวลาจะเกษียณอายุจริงๆ.. รู้มั้ยว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ? แล้วที่เตรียมไว้พอมั้ย ? สองคำถามนี้แหละจะวนเวียนอยู่ในหัวเราตลอดเวลาทำให้พอถึงเวลาจะเกษียณจริงๆ จะไม่กล้าเกษียณตัวเองหน่ะสิ ทีนี้แย่เลย ทำงานทั้งชีวิต ไม่มีเวลาใช้ชีวิตเลย ! มาถึงตรงนี้สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นวางแผนเกษียณของตัวเองมาดูกันว่าเราจะเริ่มต้นวางแผนยังไงดีล่ะ ไม่ต้องกังวลไป พี่ทุยจะมาไขข้อสงสัยให้เอง เริ่มต้นด้วยการหยิบกระดาษ + ปากกาขึ้นมาลุยกัน 1. ถ้าเราต้องเกษียณอายุคิดว่าเราต้องใช้ “เงินเพื่อเกษียณ” เดือนละกี่บาทแล้วนำมาคูณ 12 ไว้ เช่น พี่ทุยบอกว่าอยากใช้เงินเดือนละ 50,000 บาทตอนเกษียณอายุ แสดงว่าต่อปีพี่ทุยต้องใช้เงิน 600,000 บาท (50,000 x 12) ข้อนี้พี่ทุยก็ตอบ 600,000 บาท คำแนะนำก็คืออย่าประเมินต่ำจนเกินไป วันเกษียณทุกวันคือวันหยุด มีโอกาสใช้เงินมากกว่าตอนทำงานสูงมาก คำตอบข้อที่ 1 คือ 600,000 บาท 2. เอาอายุที่อยากเราตั้งใจจะเกษียณ ลบด้วย อายุปัจจุบัน ลบ หนึ่ง เช่น พี่ทุยตอนนี้อายุ 25 ปี อยากเกษียณตอนอายุ 50 ปี พี่ทุยก็ตอบ 50 – 25 – 1 เท่ากับ 24 ปี…

เหตุผลที่ว่าทำไม คนรวย จะยิ่งรวยขึ้น และคนจนจะยิ่งจนลง

“คนรวย” ที่กว่าจะรวยได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่มาจากพันธุ์กรรม ไม่ว่าคนเราจะรวยหรือจะจนเป็นผลของการกระทำมากกว่าเรื่องของโชคชะตา “คนรวย” และ “คนจน” จะค่อยๆมีช่องว่างทางรายได้มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป เป็นสิ่งที่น่าตกใจมากหลังจากที่พี่ทุยได้ข้อมูลมาจากการอ่านบทวิจัยชิ้นนึงมา ง่ายๆก็คือ คนรวยก็รวยยิ่งขึ้นไปและคนจนก็จะจนอยู่แบบนั้น ถึงขนาดที่ว่าในอนาคตคนรวยน่าจะต้องโดนเก็บภาษีโหดมาก แล้วรัฐบาลเอาเงินมาให้คนจนไปใช้จ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้ พี่ทุยก็เลยลองมานั่งคิดดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ ? ถ้าไม่นับเรื่องวิธีคิดต่างๆ พี่ทุยว่าเหตุผลนึงก็เป็นเพราะคนรวยมี “เงินออม” เหลือเยอะกว่า และ “ดอกเบี้ยทบต้น” เป็นตัวที่ทำให้ความห่างยิ่งมากขึ้น ลองคิดดูว่า ไม่ว่าเราจะจนหรือจะรวยก็ต้องซื้อของราคาเดียวกัน แล้วถ้าเรามีรายได้ 10,000 บาท กับ รายได้ 100,000 บาท สมมติว่าให้กินใช้เท่ากัน 5,000 บาท สุดท้ายคนที่มีรายได้ 10,000 บาทจะเหลือ 5,000 บาท แต่คนที่มีรายได้ 100,000 บาท จะเหลือ 95,000 บาท แล้วลองคิดดูว่าถ้าเราเอาเงินออมไปลงทุนต่อให้ได้สัก 6% ต่อปี พอผ่านไป 10 ปีคนที่มีรายได้ 10,000 บาทจะมีเงินเก็บประมาณ 820,000 บาท ส่วนคนที่มีรายได้ 100,000 บาทจะมีเงินเก็บรวมๆ 15,500,000 บาท นี่ก็คือความต่างที่มหาศาลแล้ว แล้วไม่ต้องพูดถึง 20 ปี 30 ปี มันจะยิ่งห่างแบบน่าตกใจเลย สุดท้ายพี่ทุยแนะนำว่าทางแก้จนที่ดีที่สุด ก็คือการหารายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การออมเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การลงทุนให้ผลตอบแทนสูงแบบเว่อร์ๆ การที่เราประหยัดอย่างมากก็ได้ไม่เท่าไหร่ เราต้องกินต้องใช้อยู่ดี มันมีจำกัด เราสามารถประหยัดได้แค่ประมาณนึง แต่การหารายได้เพิ่มเติม เราสามารถหารายได้เพิ่มได้ไม่จำกัดเท่าที่ความสามารถเราจะหาได้ แต่ก็แน่นอนว่าการเพิ่มรายได้ไม่ได้ทำง่ายๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้ลงมือทำแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นในทันที ก็เลยทำให้คนจนมากกว่าคนรวย เพราะพี่ทุยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะการที่จะเป็น “คนรวย”…

เตรียมตัวอย่างไรกับการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตให้สำเร็จ

แนะนำวิธีการเตรียมตัวเพื่อทำรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตให้สำเร็จ สำหรับใครๆ ที่กำลังมีปัญหาภาระหนี้สินพันตัวเองอยู่ในตอนนี้ หรือ กำลังปวดหัวกับหนี้ก้อนโต รายจ่ายที่มากขึ้น รู้สึกเป็นกังวลเรื่องภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าผ่อนบ้าน คอนโด ค่าผ่อนรถ ผ่อนสารพัดที่จะผ่อน ทำให้มีปัญหาการผ่อนชำระนั้น เริ่มสะดุด จนไม่สามารถที่จะผ่อนค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ได้ตรงตามกำหนด จนคิดที่จะตายกันไปข้าง แต่ความเป็นจริงคุณนั้นไม่สามารถที่จะทำได้ การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของคุณในตอนนี้ เพราะการที่จะไปกู้นอกระบบเพื่อหวังว่าจะเป็นหนี้ทางเดียวนั้นบอกเลยว่าคิดผิด การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โอนหนี้บัตรเครดิต สามารถช่วยคุณได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีหลายธนาคารที่ได้จัดโปรโมชั่นแรงๆ เพื่อรับโอนหนี้บัตรเครดิต ทำให้ทุกภาระของการผ่อนคุณนั้นเบาบางได้บ้าง และสามารถช่วยให้สภาพการเงินคุณคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันเพราะจะช่วยให้ภาระทางการเงินของคุณที่แสนหนักอึ้งของผู้ที่พลาดจากการบริหารการใช้งานบัตรเครดิตต่างๆ อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนรับภาระหนี้ทั้งหมดนำมารีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตให้กับคุณจากการรวมหนี้สินทั้งหมดมาเป็นก้อนเดียวเพื่อให้ผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตไม่ต้องแบกรับภาระหลายช่องทาง ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต สำหรับขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต หรือโอนหนี้บัตรเครดิต ก่อนที่ทำการจัดการรีไฟแนนซ์คุณจำเป็นต้องรู้ว่าตัวเองนั้นมีภาระหนี้สินที่ค้างอยู่จำนวนเท่าไร ค้างกี่บัตร จำเป็นต้องจัดการวางแผนทางการเงินก่อนว่ามีรายได้และรายรับต่อเดือนเท่าไร ซึ่งจะต่างกับการผ่อนค่าใช้จ่ายหนี้สินโดยปกติแต่ถ้ามองแล้วว่ายังพอมีกำลังในการผ่อนก็แนะนำว่าให้พยายามผ่อนต่อเพราะการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตอาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับคุณถึงแม้ว่าคุณจะสบายในการผ่อนที่น้อยลงแต่ต้องไม่ลืมว่าระยะเวลาในการผ่อนนั้นจะขยายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะผ่อนได้ไหวก็ควรเตรียมตัวและเตรียมเอกสารให้ครบ สำหรับการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการขอสินเชื่อในการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สองก็ตามซึ่งจะใช้เอกสารหลักๆ ที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของบัตรเครดิตคือ ชื่อ นามสกุล สถานภาพสมรส การประกอบอาชีพ รายได้ต่อเดือน มีหลักทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือภาระหนี้สินอื่นๆ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการนำเงินไปใช้ โดยปกติการขอสินเชื่อควรเป็นอาชีพการงานอะไร ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่รายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ไม่มีภาระหนี้สิน และมีความสามารถในการชำระหนี้ สำหรับการจัดการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนั้นก็ไม่ยากแต่อย่างใด เอกสารที่ต้องใช้ในการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต สำหรับเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ควรจัดเตรียมให้ครบก่อนเพื่อที่จะได้สะดวกต่อการเดินเรื่องเอกสารและประหยัดเรื่องเวลา เอกสารที่ต้องการใช้คือ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนจำเป็นต้องเป็นต้นฉบับเท่านั้น หรือถ้าเป็นหนังสือรับรองเงินเดือนก็ต้องมีอายุไม่เกิน 60 วัน สมุดเงินฝากที่ต้องการโอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชี ที่สำคัญการยื่นเอกสารภาระหนี้สินของสถาบันการเงินที่เราเป็นหนี้ให้ครบ การเตรียมเอกสารของผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็จำเป็นต้องเตรียมหนังสือการจดรับรองทะเบียนการค้าและสมุดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ทั้งนี้ การเตรียมเอกสารจำเป็นต้องเตรียมให้พร้อมเพราะระยะเวลาการเดินเรื่องจะใช้เวลาหลายวันในการเดินเรื่องซึ่งคุณอาจจะไม่สามารถทราบผลได้ในทันทีที่ยื่นเอกสารเสร็จ ข้อดีสำหรับการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โอนหนี้บัตรเครดิต การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โอนหนี้บัตรเครดิตนั้น…

สมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ดีจริงหรือเปล่า

การสมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ดีจริงหรือเปล่า คำถามที่มีคำตอบ ความจำเป็นของแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกันอยู่แล้ว สำหรับเรื่องของเงินๆ ทองๆ บางรายอาจจะมีเงินใช้ไม่ชนเดือน มองว่าเงินเดือนที่ได้รับมานั้นเป็นเหมือนเงินทอน จึงทำให้ใครหลายคนนั้น สมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ หรือ สมัครบัตรกดเงินสด เพื่อต้องการแก้ปัญหาเรื่องของเงินเดือนที่ไม่พอใช้ชนเดือน นั่นเอง สำหรับบัตรกดเงินสดนั้นจะไม่เหมือนกับบัตรเครดิต โดยที่บัตรเครดิต สามารถใช้ได้ตลอดการยิ่งใช้มากก็จะได้แต้มสะสม หรือการใช้แต้มเพื่อแลกสินค้าหรือจะใช้ร่วมกับร้านค้าหรือสถานที่ต่างๆ ได้ แต่สำหรับการสมัครบัตรสินเชื่อเงินสด หรือ บัตรกดเงินสดนั้น คุณจะได้รับบัตรมาพร้อมกับรหัสกดเงินสดที่จำเป็นต้องเก็บไว้ให้ดีที่สุด เพราะรหัสที่คุณได้มานั้นเพื่อใช้สำหรับเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม การที่คุณมีบัตรกดเงินสดกับตัวก็จะทำให้คุณนั้นมีความคล่องทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะนำไปตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือเพื่อต้องการเก็บไว้ใช้ในยามที่ฉุกเฉิน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้งานคุณก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย     สำหรับใครที่คิดว่าต้องการสมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่คุณต้องไปสู่หน้าเว็บที่ต้องการสมัคร จากนั้นก็กรอกรายละเอียดส่วนตัวของคุณให้ครบทุกอย่าง ซึ่งต้องเป็นข้อมูลตามความจริงทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคุณในการสมัคร หากป้อนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ก็จะทำให้การสมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ในครั้งนี้ของคุณเป็นอันยกเลิกทันที โดยที่ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การใช้บัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิตทุกครั้งจำเป็นที่ต้องเก็บสลิป เพื่อนำมาเปรียบเทียบการใช้ว่าตรงกับรอบบิลหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นการสร้างวินัยให้กับตนเองโดยที่คุณนั้นสามารถจัดทำบัญชีการใช้ไว้เป็นส่วนตัวเพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าในเดือนนี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว เพื่อที่จะได้บริหารเงินได้ถูกในสิ้นเดือน หากเมื่อใดก็ตามที่ต้องการสมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ หรือ ต้องการกดเงินสดแล้วนำไปใช้จ่ายหรือนำไปตอบสนองความต้องการของในส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ของใช้สิ้นเปลืองต่างๆ โดยคุณจะมีจำนวนวงเงินที่จำกัดและที่สำคัญคนส่วนใหญ่จะไม่ได้เก็บเงินก้อนหนี้ไว้ใช้ในยามฉุกเฉินอย่างแน่นอน หากได้ใช้จนเต็มวงเงินคุณนั้นสามารถจะต้องกลับมาประสบกับปัญหาเงินขาดสภาพคล่องอีกเช่นเดิม และครั้งนี้จะเป็นปัญหาขนาดใหญ่กว่าเดิม เพราะในรอบนี้คุณจะต้องมีเงินไว้จ่ายบัตรเงินสดในช่วงสิ้นเดือนอีกด้วยทั้งนี้แล้วหากใครที่ยังไม่พร้อมในการสมัครบัตรสินเชื่อเงินสดออนไลน์ แนะนำว่าอย่ารีบใจร้อนในการสมัคร แต่ถ้าเมื่อใดนั้นคุณได้สมัครสินเชื่อเงินสดออนไลน์ และผ่านมาแล้วแนะนำว่าบัตรกดเงินสดครั้งนี้ควรเลือกใช้ในเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อผลประโยชน์ในการสมัครและตัวคุณเองมากที่สุด หากเมื่อเทียบกับการกู้เงินนอกระบบมาใช้ในยามฉุกเฉินก็จะทำให้คุณนั้นต้องส่งดอกที่แพงแต้ถ้าเป็นบัตรกดเงินสด หากคุณนั้นสามารถผ่อนได้ตรงทุกงวดจากวงเงินที่น้อยในช่วงแรกคุณจะสามารรถขอเพิ่มวงเงินได้ดีเช่นกัน หากใครที่สมัครและยังไม่มีความจำเป็นในการใช้วงเงินที่ได้มาครั้งนี้ก็สามารถที่เก็บไว้ก่อนโดยไม่ต้องกลัวเสียดอก การที่มีบัตรสินเชื่อหรือบัตรกดเงินสดอยู่กับตัวจะสามารถช่วยคุณในยามฉุกเฉินได้อย่างดีเพราะเวลาขับขันอาจจะต้องลำบากมากสำหรับคนที่ไม่มีเงินก้อน ถึงอย่างไรก็ตามคุณควรที่จะทำความเข้าใจ และรู้จักการวางแผนเรื่องการใช้เงินอนาคตก้อนนี้ให้รอบคอบมากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ต่อตัวคุณเองในอนาคต…